เทคนิคการพิมพ์ผ้า

ต้องยอมรับเลยว่าในปัจจุบันเทคโนโลยีใหม่ ๆ มีส่วนช่วยเข้ามาทำให้กระบวนการผลิตแบบเดิมเปลี่ยนไป ไม่เว้นแม้แต่เทคโนโลยีทางการพิมพ์ที่มีกระบวนการที่ทันสมัยขึ้น

วันนี้ บริษัท โอวรุ่งเรืองค้าผ้า จำกัด จะพาไปดูว่าในปัจจุบันวิธีการพิมพ์ผ้าสามารถทำได้ด้วยวิธีใดบ้าง และแต่ละวิธีแตกต่างกันอย่างไรนะครับ

  1. การพิมพ์แบบปั๊ม (Stamp Printing)

การพิมพ์แบบนี้เป็นการพิมพ์โดยอาศัยตัวปั๊ม (Stamp) ที่ทำออกมาเป็นรูปแบบ หรือรูปทรงต่าง ๆ คล้ายกับตัวปั๊มหรือตรายางครับ โดยวิธีการพิมพ์แบบนี้จะเริ่มต้นที่เรานำรูปแบบหรือลวดลายต่าง ๆ ที่ได้ออกแบบมา มาทำเป็นตัวปั๊มจากนั้นนำตัวปั๊มเหล่านั้นไปจุ่มหมึกและประทับลงบนผ้า เราก็จะได้ลวดลายต่าง ๆ บนผ้าตามที่เราได้ออกแบบไว้แล้วครับ ซึ่งการใช้วิธีพิมพ์แบบนี้มักถูกจำกัดรูปแบบหรือลวดลายเพราะการสร้างตัวปั๊มแต่ละตัวมีต้นทุน หากเราอยากขายเสื้อ 20 ลาย เราจำเป็นต้องมีตัวปั๊มถึง 20 ตัว ดังนั้นการทำลวดลายที่ซับซ้อนจะเป็นการเพิ่มต้นทุนในการสร้างตัวปั๊มครับ

ตัวอย่างการพิมพ์แบบปั๊ม (Stamp Printing)

ที่มา : https://www.pinterest.com/pin/318840848590596542/

ข้อดี

  • ไม่ต้องใช้เครื่องจักรในการพิมพ์
  • ลวดลายที่ได้จะคงที่เสมอ เนื่องจากมาจากตัวปั๊มตัวเดียวกัน
  • เหมาะสำหรับกิจการขนาดเล็ก เนื่องจากลงทุนไม่มากนัก

ข้อเสีย

  • รายละเอียด หรือ ลวดลาย ทำได้จำกัด เนื่องจากการทำตัวปั๊มที่มีรายละเอียดสูงทำได้ยาก
  • ไม่สามารถพิมพ์ในจำนวนที่มากได้
  • จำกัดแค่ 1 ลวดลาย ต่อ 1 ตัวปั๊ม
  • คุณภาพการพิมพ์ที่ได้อาจไม่คงที่เนื่องจาก แรงมือจากการปั๊มแต่ละครั้งไม่เท่ากัน

 

  1. การพิมพ์แบบทรานเฟอร์ หรือการพิมพ์แบบถ่ายโอนความร้อน (Transfer Printing)

ในอดีตการพิมพ์แบบนี้จะอาศัยกระดาษเป็นตัวถ่ายโอนลวดลายต่าง ๆ ซึ่งกระดาษตัวนี้เป็นกระดาษชนิดพิเศษที่สามารถหาซื้อได้จากร้านเครื่องเขียน ร้านงานฝีมือต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งห้างสรรพสินค้าบางแห่งก็มีขาย โดยหลักการของการพิมพ์แบบนี้ คือ การถ่ายโอนความร้อน เริ่มจากให้เราพิมพ์ลวดลายที่เราออกแบบลงบนกระดาษถ่ายโอน (Transfer Paper) ด้วยเครื่องพิมพ์ที่ใช้กันในครัวเรือน หรือ สำนักงานทั่วไป จากนั้นให้นำกระดาษทาบบนผ้าที่เราต้องการพิมพ์ลายลงไปจากนั้นให้ใช้ เตารีดไอน้ำรีดทับ จะทำให้ลวดลายที่อยู่บนกระดาษที่เราพิมพ์ออกมาตอนแรก ไปอยู่บนผ้าในที่สุด ซึ่งในปัจจุบันวัสดุที่ใช้ไม่ได้มีเพียงกระดาษ แต่ผู้พิมพ์บางรายสามารถใช้ฟิล์มชนิดพิเศษพิมพ์ได้ โดยในโรงงานขนาดใหญ่ที่ยังใช้การพิมพ์ระบบนี้อยู่จะใช้เครื่องจักรระบบอัตโนมัติในการพิมพ์ลายครับ แต่การพิมพ์ลายแบบนี้ไม่ใช่วิธีการพิมพ์ลายแบบถาวร เนื่องจากหากเกิดการซักหลาย ๆ ครั้ง ลวดลายที่เราพิมพ์ลงไปอาจหลุดลอกหรือจางหายไปในที่สุดครับ

ตัวอย่างการพิมพ์แบบทรานส์เฟอร์ (Transfer Printing)

ที่มา : https://www.contrado.co.uk/blog/printing-methods-differences/

สำหรับคนที่สนใจอยากดูวิธีพิมพ์ผ้าแบบทรานส์เฟอร์สามารถเข้าไปดูตัวอย่างได้ที่ : https://www.youtube.com/watch?v=AXCh6rW2LbY

ข้อดี

  • ใช้เครื่องพิมพ์ (Printer) ธรรมดาพิมพ์ลายได้
  • ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์พิเศษอะไรเลย แค่มีเครื่องพิมพ์กับกระดาษถ่ายโอนก็สามารถพิมพ์ลายได้
  • เหมาะกับการทำงานที่มีจำนวนน้อย (กรณีใช้เตารีดไอน้ำ)
  • พิมพ์ได้ง่ายและรวดเร็ว ไม่ยุ่งยาก

ข้อเสีย

  • ทิ้งผิวสัมผัสไว้บนผ้า ทำให้อาจรู้สึกไม่สบายเวลาสวมใส่
  • การพิมพ์ทำได้ครั้งเดียว ไม่สามารถนำกระดาษเดิมไปใช้ซ้ำได้
  • ลวดลายอาจมีการแตก จางหาย เมื่อซักหลายครั้ง
  • ความละเอียดของการพิมพ์ต่ำ

 

  1. การพิมพ์แบบสกรีน (Screen Printing)

ในอดีตการพิมพ์แบบสกรีนอาจถูกมองว่าเป็นเรื่องใหม่ แต่ปัจจุบันการพิมพ์แบบนี้แพร่หลายอย่างมาก ไม่เว้นแม้แต่อุตสาหกรรมการพิมพ์ขนาดใหญ่ก็ยังนิยมใช้การพิมพ์แบบนี้กันอยู่ เช่น การพิม์แบบ ซิลค์สกรีน (Silkscreen Printing) ที่เราสามารถพบได้อย่างทั่ว ๆ ไปในธุรกิจการพิมพ์ วิธีการพิมพ์แบบนี้จะอาศัยแม่พิมพ์ลายฉลุและตาข่ายไนลอนเพื่อสร้างตัวแบบการพิมพ์ (Print Design) หรือเราอาจเรียกได้ว่าตัวบล็อกสี และอาศัยหลักการปาดสีทับตัวบล็อกสีเหล่านั้น โดยตัวบล็อกสีนี้จะเป็นตัวที่จะกันไม่ให้สีต่าง ๆ ถูกพิมพ์ลงไปในจุดที่เราไม่ต้องการบนผืนผ้า แต่จะให้หมึกสามารถพิมพ์ลงไปบนผ้าได้ผ่านลวดลายที่ถูกออกแบบไว้บนตัวบล็อกเหล่านั้น ซึ่งการพิมพ์สี ๆ หนึ่งจะใช้บล็อกสีเพียงอันเดียว ตัวอย่างเช่น หากงานพิมพ์เรามี 4 สี เราต้องใช้ตัวบล็อกสี 4 ตัวนั่นเอง ในการพิมพ์แบบสกรีนนั้นยังสามารถแบ่งออกเป็นแบบย่อยได้อีก 2 แบบ คือ Falt-bed Screen และ Rotary Screen ซึ่งจะต่างกันตรงรูปทรงของบล็อกพิมพ์โดยแบบแรกบล็อกพิมพ์จะเป็นเหลี่ยม แต่แบบที่สองบล็อกพิมพ์จะมีรูปทรงเป็นทรงกระบอกครับ

ตัวอย่างการพิมพ์แบบสกรีน (Screen Printing)

ที่มา : https://esdipberlin.com/screenprinting-workshop/

ข้อดี

  • ใช้ตัวบล็อกทำงานซ้ำได้ไม่จำกัด
  • สีติดแน่นทนนาน
  • เหมาะกับคนที่ชอบงานที่มีความคมชัด
  • คุ้มค่าสำหรับการทำงานจำนวนมาก (เหมาะกับโรงงานขนาดใหญ่)

ข้อเสีย

  • ไม่เหมาะสำหรับการออกแบบที่มีหลายสี
  • ใช้แรงงานจำนวนมาก จึงไม่เหมาะกับโรงงานขนาดเล็ก
  • ไม่เหมาะสำหรับรูปภาพ
  • สิ้นเปลืองหมึกพิมพ์

 

  1. การพิมพ์แบบดายซับลิเมชั่น (Dye Sublimation)

หากแปลตรงตัว คือ อาศัยหลักการระเหิดในการพิมพ์ลายลงบนผ้า หมายถึง การที่ของแข็ง เปลี่ยนสถานะเป็นก๊าซเมื่อได้รับพลังงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งในการพิมพ์แบบนี้ จะเป็นการให้ความร้อนจนทำให้ สารให้สี (Dye) ที่ฉาบไว้บนวัสดุที่ใช้เป็นตัวกลางให้สีเกาะอยู่ ระเหิดจากสถานะของแข็งกลายเป็นไอ แล้วไปเกาะติดบนผ้าที่เราต้องการสร้างลวดลาย หลักการฟังดูคล้ายการถ่ายโอนใช่ไหมครับ แต่จุดต่างของการพิมพ์แบบนี้ คือ ลวดลายที่ได้จากการพิมพ์แบบนี้จะยึดติดกับเสื้อผ้าอย่างถาวรด้วยความร้อนและแรงดัน ไม่เหมือนการถ่ายโอนที่ลวดลายจะซีดจางเมื่อผ่านการซัก นอกจากนี้การพิมพ์แบบนี้ยังไม่ทิ้งผิวสัมผัสของลวดลายไว้บนผ้าทำให้ผ้าเรียบ และ นุ่มเหมือนก่อนพิมพ์เลยครับ เหมาะสำหรับงานพิมพ์ที่มีความซับซ้อนและมีหลากหลายสีเป็นอย่างมากครับ

ตัวอย่างเครื่องพิมพ์แบบ Dye Sublimation

ที่มา : https://www.indiamart.com/proddetail/roland-dye-sublimation-printer-15911107712.html

ข้อดี

  • ลายพิมพ์ติดแน่น ถาวร
  • ลายที่พิมพ์ลงไปไม่ทิ้งผิวสัมผัส แต่จะเรียบเนียนไปกับเนื้อผ้าเลย
  • เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ใช้กับหมึกแบบ water-based
  • เหมาะสำหรับการพิมพ์งานทุกประเภท ทั้งงานใหญ่และงานเล็ก

ข้อเสีย

  • พิมพ์ได้แค่บนผ้าที่ทอจากใยสังเคราะห์เท่านั้น ไม่สามารถพิมพ์ลงบนผ้าที่ทอจากเส้นใยธรรมชาติ
  • ต้องใช้อุปกรณ์การพิมพ์และสีย้อมเฉพาะทาง
  • ค่าใช้จ่ายในการพิมพ์สูง
  • ต้องใช้ความรู้และประสบการณ์ในเชิงลึกในการพิมพ์

 

  1. การพิมพ์แบบเม็ดสี (Pigment Printing)

การพิมพ์แบบนี้เป็นหนึ่งในการพิมพ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับการพิมพ์บนเส้นใยเซลลูโลส (Cellulose fibers) ทำให้เหมาะกับการพิมพ์ลงบนผ้าที่ทอจากเส้นใยธรรมชาตินั่นเองครับ แต่การพิมพ์แบบนี้ยังสามารถใช้ได้กับผ้าที่ทอจากเส้นใยสังเคราะห์ (Synthetic fibers) ส่งผลให้การพิมพ์แบบนี้มีความหลากหลาย ครอบคลุมกับผ้าแทบทุกประเภท ซึ่งการพิมพ์แบบเม็ดสีนี้จะใช้วัสดุชนิดพิเศษ คือ ต้องใช้สีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในการพิมพ์ ซึ่งจะมีความเหนียว และมีสารยึดเหนี่ยว (Binder) โดยสีประเภทนี้จะมีราคาที่ถูกกว่าประเภทอื่นครับ โดยขั้นตอนในการพิมพ์จะคล้าย ๆ กับการพิมพ์แบบสกรีนนั่นเอง แต่จะต่างกันตรงที่การพิมพ์แบบเม็ดสีนี้จะพิมพ์ซ้ำ ๆ เพื่อให้เกิดสีขึ้น แต่การพิมพ์นี้จะไม่ได้พิมพ์โดยตรงลงบนเนื้อผ้า แต่เป็นการเคลือบสีลงบนผ้านั่นเอง จากนั้นจะนำผ้าที่พิมพ์ไปอบแห้ง (Drying) ที่ประมาณ 110-120 องศา และขั้นตอนสุดท้าย คือ นำผ้าไปบ่ม (Curing) ที่อุณหภูมิแตกต่างกันไปตามชนิดของผ้าที่ใช้

ตัวอย่างสีที่มีความเหนียวและสารยึดเหนี่ยว (Pigment Color)

ที่มา : https://www.contrado.co.uk/blog/printing-methods-differences/

ข้อดี

  • สีสว่างสดใส ติดแน่นถาวร
  • ง่ายในการพิมพ์ จับคู่สีง่าย เพราะมีสีให้เลือกเยอะ
  • ประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องจักรราคาแพง
  • เป็นเทคนิคการพิมพ์ที่มีความเร็วสูง

ข้อเสีย

  • ไม่ได้พิมพ์โดยตรงลงบนเนื้อผ้า
  • ใช้สารยึดเกาะเคลือบสีลงบนผ้า แทนที่จะฝังสีลงเส้นใย
  • สีจะลดลงเมื่อใช้ซ้ำกับวัสดุเดียวกัน

 

  1. การพิมพ์แบบ Reactive (Reactive Printing)

การพิมพ์แบบนี้เป็นการพิมพ์ที่อาศัยความร้อนมาช่วยในการทำลวดลายบนผ้า เช่นเดียวกับวิธีพิมพ์แบบเม็ดสี โดยจะใช้สี Reactive ซึ่งเป็นสีเฉพาะที่ใช้กับการพิมพ์แบบนี้ ซึ่งเมื่อพิมพ์เสร็จแล้วสีจะอยู่บนผิวของผ้ายังไม่ถูกฝังลงไปในเส้นใย กระบวนการหลังการพิมพ์ คือ เราจะนำผ้าไปอบด้วยไอน้ำที่อุณหภูมิประมาณ 102 องศา เพื่อให้สีเข้าไปในเส้นใย ต่อจากนั้นต้องนำผ้าไปซักเพื่อให้สีส่วนเกินออกมาจากผ้า หลังจากนั้นนำผ้าที่ซักไปอบเพื่อเพิ่มคุณภาพของลวดลายที่เราพิมพ์อีกทีหนึ่ง ซึ่งจุดนี้เองจะต่างจ่างการพิมพ์แบบ Pigment ที่เราไม่จำเป็นต้องซัก และอบซ้ำอีกรอบครับ อีกจุดหนึ่งที่ทำให้การพิมพ์แบบนี้แตกต่างจากการพิมพ์แบบ Pigment คือ การพิมพ์แบบนี้ สามารถพิมพ์ลงบนผ้าที่ทอจากเส้นใยธรรมชาติเท่านั้น ไม่สามารถพิมพ์ลงบนผ้าที่ทอจากเส้นใยสังเคราะห์เหมือนการพิมพ์แบบเม็ดสีได้

ตัวอย่างเครื่องพิมพ์แบบ Reactive Printing

ที่มา : http://www.jvdigitalprinting.com/reactive-printing.php

ข้อดี

  • สร้างพันธะทางเคมีระหว่างผ้ากับเส้นใย ทำให้สีฝังลงไปบนเส้นใยเลย
  • พิมพ์ได้ดีบนผ้าที่ทอจากเส้นใยธรรมชาติ
  • สี Reactive มีเฉดที่โดดเด่น สวยงาม

 

ข้อเสีย

  • มีขั้นตอนการพิมพ์ที่ซับซ้อนทั้งก่อนพิมพ์ และหลังพิมพ์
  • การพิมพ์แบบนี้มีค่าใช้จ่ายที่สูง รวมถึงใช้เวลานาน

 

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับวิธีการพิมพ์ต่าง ๆ ในความเป็นจริงยังมีระบบการพิมพ์แบบอื่นอีกมากมาย แต่ที่ผมยกมาวันนี้ เป็นวิธีการพิมพ์ที่นิยมใช้กันในปัจจุบันครับ หวังว่าผู้อ่านจะได้รับความรู้ทางด้านการพิมพ์ผ้า ไม่มากก็น้อยนะครับ หากมีข้อผิดพลาดประการใด บริษัท โอวรุ่งเรืองค้าผ้า จำกัด ต้องขออภัย มา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ

หลังจากที่เรารู้เทคนิคการพิมพ์ผ้าแบบต่าง ๆ แล้ว ในบทความต่อไปจะพูดถึงสิ่งที่ต้องรู้สำหรับการพิมพ์ผ้าครับ

เทคนิคการพิมพ์ผ้า

You May Also Like